โปรแกรมตรวจ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย และชี้ให้เห็นถึงการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการป้องกันตนเองจากการติดโรค จากรายงานของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นจาก 19 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี 2556 เป็น 23.2 ราย และ 28.9 รายต่อประชากร 100,000 คน โดยเยาวชนอายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนการเจ็บป่วยมากที่สุด

โปรแกรมตรวจ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

1,100.-

รายการตรวจ 8 รายการ

  1. ตรวจร่างกายทั่วไป
  2. วัดความดันโลหิต
  3. คำนวนดัชนีมวลกาย
  4. ตรวจเชิ้อไวรัสตับอักเสบบี
  5. ภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบซี
  6. ภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสเอชไอวี
  7. ภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสซิฟิลิส
  8. การตรวจคัดกรองซิฟิลิส

โปรแกรมตรวจ โรคหนองในแท้และหนองในเทียม

600.-

รายการตรวจ 5 รายการ

  1. ตรวจร่างกายทั่วไป
  2. วัดความดันโลหิต
  3. คำนวนดัชนีมวลกาย
  4. ตรวจโรคหนองในแท้
  5. ตรวจโรคหนองในเทียม

ประเภทของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV)

เป็นเชื้อไวรัสดีเอ็นเอที่ก่อให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ ส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายจนเกิดพังผืด ตับแข็ง และเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโรคมะเร็งตับในประเทศไทย ข้อแตกต่างที่สำคัญจากไวรัสตับอักเสบซีคือ โรคนี้ยังไม่มีรักษายาที่ทำให้หายขาดได้ 100%

เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับ ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในระยะยาว ความน่ากลัวของโรคนี้คือผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงในระยะแรก ทำให้ไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ และแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยารับประทานต้านไวรัส แต่ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน

ระบบป้องกันธรรมชาติที่พบในร่างกายของมนุษย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและล้างเชื้อไวรัสออกจากร่างกายหรือควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส ภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ทำลายหรือกำจัดเซลล์หรือสารต่าง ๆ ที่มีเชื้อไวรัสนำเข้ามาในร่างกาย

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เมื่อได้รับเชื้อจะกระจายไปตามกระแสโลหิต และยังอาศัยอยู่ในร่างการของมนุษย์ได้เกือบทุกส่วนในร่างกาย

ผู้หญิง : อาจมีตกขาวผิดปกติ (สีเขียวหรือเหลือง), ปัสสาวะแสบขัด, ปวดท้องน้อย, และอาจมีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน

ผู้ชาย : มักมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ (สีเหลืองหรือเขียว), ปวดแสบขัดเวลาปัสสาวะ, องคชาตอักเสบ, และอาจมีอาการอัณฑะอักเสบ

เพศหญิง : ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการใด ๆ มีเพียง 30% ของผู้ป่วยในเพศหญิงเท่านั้นที่จะมีอาการ โดยมักแสดงอาการ ตกขาวลักษณะผิดปกติและมีกลิ่นเหม็น รู้สึกเจ็บหรือแสบที่อวัยวะเพศขณะปัสสาวะ

เพศชาย : มีมูกใสหรือขุ่นไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ ซึ่งไม่ใช่ปัสสาวะหรือน้ำอสุจิ มีอาการอักเสบที่บริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ รู้สึกเจ็บหรือแสบที่อวัยวะเพศขณะปัสสาวะ รู้สึกปวดหรือมีการบวมที่ลูกอัณฑะ

การเตรียมตัวก่อนการตรวจ

  • สามารถตรวจเลือดได้โดยไม่ต้องงดอาหาร
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง สบาย เพื่อให้เจาะเลือดได้สะดวก